หากการวัดค่าไม่สามารถที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์ เราจะต้องทราบถึงขนาดของความไม่สมบูรณ์ดังกล่าว ซึ่งก็คือ ความไม่แน่นอนในการวัด
การพยายามที่จะอธิบายถึงความหมายของความไม่แน่นอนในการวัดได้ดีที่สุด เราเริ่มจากตัวอย่างง่าย ๆ คือหากเราต้องการวัดความยาวของเส้นเชือก และเอาเส้นเชือกดังกล่าวให้คน 10 คนทำการวัด เชื่อได้ว่าเราจะได้คำตอบที่แตกต่างกัน 10 ค่า ซึ่งสาเหตุของความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจาก แหล่งของความไม่แน่นอน ได้แก่
- ความตรงของเส้นเชือก
- ความแบนของปลายเส้นเชือก (การขาดรุ่งริ่งของเส้นใย)
- ความตึงของเส้นเชือก
- ความชื้นที่อาจส่งผลต่อเส้นเชือก
- อุณหภูมิที่อาจส่สงผลต่อเส้นเชือก
- ความละเอียดของไม้บรรทัด (การแบ่งส่วนต่ำสุดบนไม้บรรทัด)
- ความถูกต้องของไม้บรรทัด (ความสมบูรณ์ของไม้บรรทัดเมื่อถูกสอบเทียบ)
- ความถูกต้องในการวัดค่าของอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการสอบเทียบไม้บรรทัด
- จำนวนของการอ่านค่าที่ใช้ในการวัดความยาว
- ความสามารถในการวัดค่าซ้ำ
อย่างที่ท่านทราบว่าสภาพแวดล้อม, วิธีการ และอุปกรณ์ล้วนแล้วแต่สามารถส่งผลต่อความแปรผันและความไม่แน่ใจ ทำให้เราอาจจะสรุปได้ว่า
- ไม่มีสิ่งใด แน่นอน ในการวัดค่า
- ความแน่นอนเดียวที่ได้คือ การวัดค่าใด ๆ นั้นจะไม่มีความสมบูรณ์
การวัดปริมาณของความไม่แน่นอนในการวัดค่อนข้างที่จะซับซ้อน และต้องมีขั้นตอนในการตรวจวัด มาตรฐาน ISO ได้จัดทำเอกสารชื่อว่า The Guide to the Uncertainty of Measurement (GUM) ซึ่งแสดงถึงวิธีการประเมินค่า Uncertainty Budgets และการคำนวณอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เมื่อเร็ว ๆ นี้ มาตรฐานการทดสอบ ISO และ ASTM จำนวนมากได้เพิ่มภาคผนวกที่แสดงรายละเอียดถึงการคำนวณค่าความไม่แน่นอนของการวัดไว้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากความแปรผันของการวัดค่านั้นถือได้เป็นแหล่งกำเนิดหลักของ Uncertainty Budgets ความน่าจะเป็นและขนาดของความแปรผันจะต้องมีการระบุเมื่อแสดงค่าความไม่แน่นอนในการวัด